ค้นหา

เข้าสู่ระบบ

ภูมิปัญญา ‘แกะสลักผัก - ผลไม้’ ฝึกฝนสมาธิ...อนุรักษ์ความเป็นไทย

“การแกะสลัก” เป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งที่เป็นมรดกอันมีคุณค่าสืบทอดกันมาช้านานของไทย พบเห็นได้ตามงานจัดเลี้ยงตามโรงแรม
การจัดโต๊ะอาหาร รวมถึง ร้านอาหาร ภัตตาคารต่าง ๆ โดยจะประดับประดา ผัก ผลไม้ แกะสลักไว้เพื่อตกแต่งให้เกิดความสวยงาม
บ้างก็นำมาเป็นส่วนหนึ่งของภาชนะเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร สร้างบรรยากาศที่น่ารื่นรมย์ให้กับมื้ออาหารมื้อนั้นได้เป็นอย่างดี!!

ผศ.ดร.พรยุพรรณ พรสุขสวัสดิ์ อาจารย์หลักสูตรคหกรรม โรงเรียนการเรือน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต กล่าวถึงการแกะสลักให้ฟังว่า
เป็นแขนงของงานประณีตศิลป์ เพราะต้องใช้ทักษะความชำนาญในการใช้มีดแกะสลักสร้างผลงานในแต่ละครั้ง ซึ่งแต่ละรายละเอียดต้อง
มั่นใจกับการแกะสลักลงบนชิ้นงานเหล่านั้น

ผักและผลไม้ที่นำมาแกะสลักจะต้องมีเนื้อค่อนข้างแข็งและมีรูปร่างที่ชัดเจน หากเป็นผลไม้ เช่น แตงโม แคนตาลูป มะม่วง ฯลฯ อีกกลุ่ม
หนึ่งจะเป็นมีเนื้อนิ่มลงมา เช่น ฝรั่ง แอปเปิ้ล ชมพู่ มะละกอ ฯลฯ ขณะที่ ผัก ที่ถูกนำมาใช้จะเป็น ฟักทอง แครอท หัวไชเท้า มันแกว แห้ว
รวมทั้ง ผักเครื่องจิ้ม อย่าง แตงกวา มะเขือ มะเขือเทศ ขิง พริก หัวหอม ต้นหอม

การแกะสลักบนผัก ผลไม้ มีวัตถุ ประสงค์หลักอยู่ 2 เรื่อง คือ แกะสลักเพิ่มความสวยงามเพื่อรับประทานกับแกะสลักเพื่อตกแต่ง โดยจะต้องดูว่าจะใช้ประโยชน์จากงานในส่วนใด ถ้าต้องการเพิ่มความสวยงามในการรับประทาน คุณค่าของผัก ผลไม้ จะต้องยังคงอยู่เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และจะต้องไม่แกะเนื้อออกมากมายนัก คงเหลือเนื้อไว้ให้มากที่สุด แต่ถ้าเป็นลักษณะของการแกะสลักเพื่อการตกแต่งจะต้องแกะออกมาให้สวยงามที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงเรื่องอื่น

ถ้าเป็นการแกะสลักเพื่อรับประทาน จะเป็นการทำเสร็จแล้วใช้งาน ส่วนใหญ่จะใช้การปลอก คว้าน อย่าง เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ จะคว้านเม็ดออก
ถ้าเป็นลักษณะของแคนตาลูป หรือแตงโม จะเป็นการคว้านออกมาเป็นก้อนกลม ๆ หรือถ้าจะแกะสลัก อย่าง มะละกอ หรือแคนตาลูป
จะแกะเป็นใบไม้ใบใหญ่ ๆ แล้วใส่ลายเส้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พอเหมาะที่จะจัดอยู่บนสำรับอาหารเหล่านั้นได้เท่านั้น เพื่อให้คนกล้าที่จะรับ
ประทาน เมื่อแกะเสร็จแล้วบางชนิดจะมีความดำเกิดขึ้นบนเนื้อผัก ผลไม้ เช่น มะเขือ ขิง แอปเปิ้ล ฝรั่ง จึงต้องนำไปแช่น้ำผสมเกลือหรือ
น้ำตาลจาง ๆ เพื่อช่วยลดความดำให้ผัก ผลไม้ยังคงความสวยงามไว้ แล้วจัดเสิร์ฟทันที

แต่ถ้าเป็นการแกะเพื่อความสวยงามจะจัดเต็มโดยจะมีลวดลาย ความงดงามอยู่บนเนื้อผลไม้และผักตลอดทั้งผล หรือไม่ก็จะแกะสลักโชว์
เพียงครึ่งเดียว หากต้องการนำมารับประทานมักจะตัดส่วนที่เป็นการแกะสลักด้านนอกออกเพราะเนื้อด้านยังสามารถรับประทานได้
เนื่องจากเนื้อที่โดนลมแล้วมักจะไม่นิยมนำมารับประทานกัน อีกทั้ง คุณค่าทางอาหารก็จะลดลงไปด้วย ซึ่งการจะนำมารับประทานคงต้อง
พิจารณาให้ดี เพราะบางครั้งมีการนำเศษไม้และกาวมาใช้ในงานแกะสลักในส่วนนี

วิธีการแกะสลัก มีหลากหลายวิธีด้วยกัน โดยผัก ผลไม้แต่ละชนิด จะใช้วิธีการแกะสลักที่แตกต่างกันไปตามเหมาะสม อย่าง วิธีการกรีด
จะเป็นการร่างลายเส้นเหมือนเราจะแกะตาอะไรสักตาหนึ่งจะต้องกรีดลายเส้นหรือร่างลายเส้นเอาไว้ เพื่อให้ได้โครงสร้างก่อนที่จะลงมือ
แกะจริง โดยเฉพาะมือใหม่พึ่งฝึกแกะมักจะใช้วิธีการร่างโครงเส้นก่อนลงมือกรีดจริง

มาที่ การจัก การทำให้เป็นแฉกหรือฟันเลื่อย เป็นเส้นโค้ง ๆ ที่ขอบใบไม้ โดยจะต้องจากการจักริมขอบของใบ เรียกว่า จักริมใบ หรือ
เรียกว่า เซาะริมใบ ก็ได้ ส่วน การเซาะ เป็นการทำให้เห็นร่องเล็ก ๆ อย่าง กลีบดอกไม้บางชนิดเวลาทำจะต้องใช้วิธีการเซาะ
อย่าง ดอกรักเร่ จะเรียกว่า การเซาะร่องกลางเพื่อให้เห็นร่องของกลีบชัดเจน มีความสวยงามมากขึ้น

การเกลา เป็นวิธีหนึ่งที่นำมาใช้ในงานแกะสลัก เพื่อให้เกิดรูปทรงขึ้น เป็นการลบเหลี่ยมของผัก ผลไม้ เหล่านั้นออก ทำผิวขรุขระให้เรียบ
ขึ้น เช่น การเกลาฟักทองให้มน โค้ง เป็นรูปทรงหรือเป็นปริมาตรต่าง ๆ ตามต้องการ ลักษณะการแกะสลักเป็นลวดลาย เริ่มอย่างแรกจะเป็นลายพื้นฐานที่เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่เคยทำมาก่อน โดยจะเป็นลวดลายของใบไม้ต่าง ๆ เช่น ใบพุด ใบเฟิร์น ใบไม้ที่มีลายกนกต่าง ๆ
ที่ไม่ยุ่งยาก โดยใช้แครอท ฟักทอง แตงกวา ในขั้นตอนต่อมา จะเป็นการแกะสลักส่วนที่ต้องการเห็นโครงสร้างที่ชัดเจน มักจะเป็น
ลวดลายของดอกไม้ต่าง ๆ โดยจะเริ่มจากการแกะสลักเป็น ดอกรักเร่ เพราะเป็นลายกลีบที่ไม่ยากมากนัก เพียงแค่แกะสลักให้เป็น
กลีบ แหลม ๆ แล้วเซาะร่องตรงกลาง จากดอกรักเร่ก็จะเป็น ดอกบานชื่น ซึ่งจะยากขึ้นเพราะจะเป็นกลีบโค้ง จะต้องพลิกมีด พลิกมือ เพราะจะต้องทำให้กลีบมีลักษณะโค้ง อีกทั้ง ยังต้องคว้านด้านในอีกเพื่อให้กลีบมีความพลิ้ว จากนั้นจะเป็นการแกะสลัก ดอกกุหลาบ
ถ้าได้เทคนิคดี ๆ เป็นดอกไม้ที่แกะได้เร็วที่สุดในบรรดาการแกะดอกไม้ทั้งหมด เพราะเป็นดอกไม้ที่มีกลีบใหญ่และจำนวนน้อยกว่าดอกไม้ชนิดอื่น สุดท้าย คือ ดอกคาเนชั่น ที่มีขั้นตอนค่อนข้างยากเพราะจะต้องมีการพลิกมีด ถ้าจะแกะดอกคาเนชั่นจะต้องหัดแกะปีกผีเสื้อโดยให้ฝึกการทำเป็นร่องริ้ว ๆ เล็ก ๆ ที่ปลายกลีบ ให้เกิดความเคยชินเสียก่อน เมื่อมาทำดอกคาเนชั่น ต่อก็จะง่ายขึ้น นิยมทำจาก แตงโม
แคนตาลูป ฟักทอง หรืออีกบางส่วนจะเป็นการแกะสลักใส่ภาชนะเครื่องจิ้ม น้ำพริก เช่น น้ำเต้า ฟักทอง การแกะสลักที่ทำยาก ผศ.ดร.พรยุพรรณ กล่าวว่า จะเป็นการแกะสลักตัวสัตว์ เพราะจะมีเรื่องของมิติ สัดส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยการทำจะต้องมองโครงสร้างของรูปทรง
ให้ได้ เพราะถ้ามองไม่ออกเวลาแกะออกมาจะออกมาจะเป็นตัวการ์ตูนมากกว่าจะที่จะเป็นรูปร่างสัตว์ ฝึกทำใหม่ ๆ จะเริ่มจากปลาเงิน ปลาทอง ปลาตะเพียน การแกะสลักสัตว์บางชนิด อย่าง กระต่าย หงส์ นกยูง จะใช้การแกะสลักแบบตัดต่อ คือ ผลไม้ลูกหนึ่งแกะทำหัว
อีกลูกแกะทำตัว ส่วนหางก็ใช้อีกลูกหนึ่ง แล้วนำมาประกอบกันโดยใช้กาว หรือไม้ต่อให้เกิดเป็นรูปสัตว์ขึ้น ยิ่งถ้าเป็นการแกะสลักที่มีขนาดใหญ่ก็จะต้องใช้ความชำนาญเป็นอย่างมาก “การฝึกหัดแกะสลัก ควรเริ่มจากผัก ผลไม้ ที่มีลักษณะแข็งจะดีกว่า เพราะการฝึกทำใหม่ ๆ คนทำจะไม่รู้น้ำหนักของมือตัวเอง เวลาลงมีดไปบางทีไม่แน่ใจอาจพลาดได้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในการสอน แตง กวา 1 กิโลกรัม ได้ใบไม้มาแค่ 2 ใบ จึงอยากให้เริ่มจาก ฟักทอง แครอท เวลาลงมีดไปเรื่อย ๆ ก็จะทำให้เริ่มรู้น้ำหนักมือของตัวเองมากขึ้น เริ่มจากใบไม้ ใส่ลายเส้นง่าย ๆ เพราะเวลากรีดเส้น กรีดใบ จะมีลักษณะของการพลิก โค้ง ซึ่งจะทำให้รู้จังหวะในการใช้มีด ในส่วนของการใช้มีด แต่ละคนจะจับมีดไม่เหมือนกัน บางคนจับเหมือนกับการปลอกผลไม้ บางคนจับเหมือนกับจับดินสอ แต่ทั้ง 2 แบบ ก็นำมาใช้ในการจับมีดแกะสลักได้ทั้ง 2 แบบ แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน ออกมาเป็นผลงานที่สวยงามได้ทั้งคู่”

การแกะสลักต้องระมัดระวังในทุกขั้นตอน เพราะถ้าพลาดเพียงครั้งเดียวชิ้นงานนั้นจะใช้ไม่ได้เลย บางคนแกะใกล้จะเสร็จแล้ว 90 เปอร์เซ็นต์ กลีบบนหักไปนิดเดียว บางครั้งงานเร่งไม่มีเวลามานั่งทำใหม่จึงแก้ไขโดยการใช้กาวหรือเศษไม้มาต่อ เพราะการแกะสลักเพื่อความสวยงามโอกาสพลาดมีค่อนข้างมาก รวมทั้ง เรื่องของความปลอดภัย เพราะจิตใจ สมาธิ จะต้องจดจ่อกับสิ่งที่กำลังทำ ถ้าวอกแวกเพียงวินาทีเดียวสามารถเกิดอันตราย มีดบาดมือได้ ฉะนั้น ใจต้องสงบ ต้องมีสมาธิกับการทำอย่างมาก ๆ ไม่เช่นนั้นโอกาสพลาดมีสูงมาก การนำผัก ผลไม้ มาใช้จะต้องล้างให้สะอาด พึ่งให้แห้งเสียก่อนนำมาแกะสลัก เมื่อแกะเสร็จถ้ายังไม่ได้ใช้งานจะต้องห่อด้วยพลาสติกก่อนนำไปเก็บ เวลาจะใช้งานให้แกะออกจากพลาสติกแล้วนำไปจุ่มน้ำธรรมดาแล้วนำมาใช้งาน จะไม่ทำเสร็จแล้วนำไปแช่น้ำ เพราะน้ำจะทำให้เกิดความชื้น ผัก ผลไม้จะเน่าได้

การแกะสลักทำให้เกิดความสวย งามบนผัก ผลไม้ น่ารับประทานแล้ว ยังช่วยในเรื่องของสมาธิ มีจิตใจที่เย็นขึ้น เป็นกิจกรรมที่ช่วยปรับพฤติกรรมได้ จากคนที่ใจร้อนมากเมื่อได้มาทำงานประเภทนี้จะกลายเป็นคนใจเย็น จากคนก้าวร้าว ก็จะรู้จักรอ รู้จักกาลเทศะ เพราะการได้จดจ่ออยู่กับชิ้นงานทำให้เกิดสมาธิขึ้น ใจก็จะสงบลงตามไปด้วย อีกทั้ง ยังส่งผลต่อไปในเรื่องของการทำงาน และการดำเนินชีวิตอีกด้วย “อยากให้คนที่ทำงานในแขนงนี้ เวลานำผลงานไปเผยแพร่ในต่างแดน ยังคงอนุรักษ์ความเป็นไทยเอาไว้ รูปแบบก็ขอให้เป็นรูปแบบของไทย อย่าไปแกะสลักเอกลักษณ์ ลวดลายของชาติอื่น เพราะไม่เช่นนั้น พื้นฐานงานแกะสลักของไทยเราก็จะกลายเป็นงานแกะสลักของชาตินั้นแทนได้ แต่ถ้าหากช่วยกันอนุรักษ์ความเป็นไทยไว้ เมื่อไปจัดแสดงในต่างประเทศคราวใดก็จะได้รู้ว่านี่เป็นผลงานฝีมือของคนไทยที่ไปเผยแพร่ในต่างประเทศ” ผศ.ดร.พรยุพรรณ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความเป็นห่วงในงานแกะสลักของไทย.“

ข่าวจาก>>http://www.dailynews.co.th/article/333469