ค้นหา

เข้าสู่ระบบ

เรียนรู้วิถีปล่อยผีเมืองเลย

ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปวิถีชีวิตผู้คนก็เปลี่ยนผันเช่นกัน แต่ถึงแม้เทคโนโลยีจะถูกพัฒนาให้ก้าวไปไกลแค่ไหน ความเชื่อในเรื่องราว
ที่มีมาแต่โบร่ำโบราณก็ยังมีให้เห็นควบคู่กันไปด้วย รวมถึงเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับภูตผีปีศาจ ซึ่งหลายพื้นที่ให้ความนับถือสืบต่อกันมา
ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยเฉพาะจังหวัดในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ยังคงสืบสานความเชื่อและวิถีชีวิตเหล่านี้ผ่านพิธีกรรมและ
ประเพณีต่างๆ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และอีกหนึ่งประเพณีสำคัญที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่นานนี้คือ “งานบุญหลวง และการละเล่น
ผีตาโขน” บนดินแดนแห่งสัจจะและไมตรี ที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย

ได้ยินชื่อแล้วหลายคนอาจรู้จักหรือคุ้นชินมาบ้างแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยได้สัมผัส และไม่รู้ว่าคืองานอะไร รูปแบบ
เป็นอย่างไร และเหตุใดจึงต้องจัดงานนี้ขึ้น ซึ่งวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับงานประเพณียิ่งใหญ่นี้พร้อมๆ กัน งานบุญหลวง เป็นงานบุญ
ใหญ่ประจำปีของท้องถิ่น โดยรวม งานบุญผะเหวด และ งานบุญบั้งไฟ เอาไว้รวมกัน จะจัดขึ้นในเดือน 7 หรือเดือน 8 แล้วแต่ผู้นำจิต
วิญญาณของชุมชนที่เรียกว่าเจ้าพ่อกวน (ดร.ถาวร ชื้อบุญมี) จะเป็นผู้กำหนด พิธีกรรมจะจัดที่วัดโพนชัย

งานบุญผะเหวดเป็นงานบุญที่จัดขึ้นเพื่อฟังเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์ ซึ่งเชื่อว่าจะได้อานิสงฆ์แรงกล้าบันดาลให้พบพระศรีอริยเมตไตรย์
ในชาติหน้า ส่วนงานบุญบั้งไปเป็นประเพณีการแห่ขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งในงานบุญหลวงนี้จะมีกองทัพผีตาโขนออกมาสร้าง
ความสนุกสนานครื้นเครง โดยผีตาโขนในงานจะแยกเป็น 2 ชนิด คือ ผีตาโขนใหญ่ และผีตาโขนเล็ก สำหรับ ผีตาโขนใหญ่ จะทำขึ้นเพียง
2 ตัวเท่านั้น คือชาย 1 หญิง 1 ผีตาโขนใหญ่ทำขึ้นจากโครงไม้ไผ่คล้ายซุ่มไก่ ใหญ่กว่าคนธรรมดาราว 2 เท่า จากนั้นตกแต่งด้วยผ้า เวลา
เข้าขบวนแห่จะมีคนเข้าไปอยู่ภายใน ลักษณะพิเศษของผีตาโขนใหญ่คือทำเครื่องบอกเพศหญิงชายไว้ชัดเจน ส่วน ผีตาโขนเล็ก จะพบใน
ขบวนแห่ทั่วไป ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงจะทำขึ้นเพื่อเข้าร่วมขบวนแห่ เดิมทีเป็นเฉพาะผู้ชายเพราะเป็นกาละเล่นที่ค่อนข้างซุกซน
แต่ปัจจุบันไม่ว่าเด็กเล็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ทั้งหญิงชายมีสิทธิ์เข้าร่วมสนุกได้ทุกคน

การแต่งกายจะนำผ้ามาเย็บเป็นชุดและสวมหน้ากากที่ทำขึ้นจากโครงของทางมะพร้าวนำมาตกแต่งให้เป็นรูปหน้า รูปตา และเติมจมูกยาวๆ
วาดลวดลายแต่งเติมสีสันอย่างสวยงาม ส่วนหัวที่ทำคล้ายเขาของผีตาโขนจะนำเอาหวดนึ่งข้าวที่สานจากไม้ไผ่มาเย็บต่อจากกาบมะพร้าว
และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือหมากกะแหล่งหรือกระดิ่งสำหรับผูกคอวัว นำมาห้อยเป็นพวงที่เอว เวลาเดินจะเกิดเสียงดังตลอดเวลา

อาวุธประจำกายของผีตาโขนเป็นดาบไม้ แต่มีไม้น้อยที่นิยมใช้ปลัดขิกขนาดใหญ่ไว้กระเซ้าเย้าแหย่สาวๆ ที่มาชมขบวนแห่เป็นที่
สนุกสนาน โดยไม่มีการถือโกรธกันแต่อย่างใด ไม่ถือเป็นการหยาบคายหรือลามก เพราะมีผู้คนที่นี่เชื่อกันว่าหากมีการเล่นตลกหรือ
นำอวัยวะชายหญิงออกมาเล่นในขบวนแห่และงานบุญบั้งไฟฝนจะตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์

เนื่องจากประเพณีบุญหลวงเป็นงานบุญใหญ่ จึงมีการจัดงานถึง 3 วัน วันแรก เป็นการเบิกพระอุปคุตตอนเช้ามืด โดยคณะบริวารของ
เจ้าพ่อกวนจะนำอาวุธที่เตรียมไว้เช่น มีด ดาบ หอก ฉัตร ฯลฯ และพานดอกไม้ธูปเทียน ถือนำขบวนจากวัดโพนชัยไปที่ริมฝั่งแม่น้ำหมันเพื่ออัญเชิญพระอุปคุตกลับมาประดิษฐานที่หออุปคุต วัดโพนชัย เพื่อช่วยปราบมารและป้องกันภัยอันตรายต่างๆ วันที่สอง บรรดาผีตาโขน
จะเริ่มเล่นกันตั้งแต่เช้า ส่วนใหญ่จะรวมกลุ่มกันอยู่ที่วัดโพนชัย วาดลวดลายตามจังหวะดนตรีอย่างสนุกสนานจนถึงเวลาแห่พระเหวด
ในขบวนแห่ประกอบด้วยพระพุทธรูป 1 องค์ พระสงฆ์ 4 รูป นั่งบนแคร่หาม ตามด้วยเจ้าพ่อกวนนั่งบนม้า ท้ายขบวนเป็นเจ้าแม่นางเทียม
และเหล่าบริวาร ตามด้วยขบวนผีตาโขน หลังจากจบขบวนแล้วบรรดาผีตาโขนจะนำชุดและอุปกรณ์ที่ใช้เล่นไปทิ้งลงแม่น้ำหมัน 
เป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายให้ไปกับสายน้ำ

วันที่สาม ประชาชนจะมานั่งฟังเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ที่วัดโพนชัยตั้งแต่เช้ามืด เพื่อเป็นการสร้างกุศลและเป็นมงคลแก่ชีวิตเป็นอันเสร็จ
พิธี ปิดท้ายด้วยการอัญเชิญพระอุปคุตกลับไปสถิตอยู่ในแม่น้ำหมันเช่นเดิม หนึ่งประเพณีที่คนไทยไม่ควรพลาด...

ข้อมูลจาก>>http://www.komchadluek.net/detail/20150709/209331.html