Who's Online

We have 94 guests online

Login Form

ส่องสถานการณ์ป่าไม้โลกในรอบ 25 ปี ถอดบทเรียนความล้มเหลวจากนานาประเทศ PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Tuesday, 16 January 2018 08:55

 

 

สถานการณ์ป่าไม้เลวร้ายลงทุกปี ล่าสุดผลสำรวจพื้นที่ป่าทั่วโลกมีจำนวนร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พยายามถีบตัวทางเศรษฐกิจ และยังพบด้วยว่า ตัวการทำลายป่าอันดับต้นๆ คือ อุตสาหกรรมกระดาษ-เหมืองแร่

องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations: FAO) เก็บข้อมูลพื้นที่ป่าไม้ตั้งแต่ปี 1990-2015 ประมวลผลจากภาพถ่ายดาวเทียม ซึ่งพื้นที่ป่าในที่นี้หมายถึง พื้นที่ที่มีต้นไม้ปลูกหรือขึ้นเอง สูงอย่างน้อย 5 เมตร เป็นไม้ยืนต้นทั้งในป่าไม้เสื่อมโทรม ไม่เสื่อมโทรม และพื้นที่ทางการเกษตร เช่น สวน ระบบวนเกษตร ต้นไม้ในสวนสาธารณะ หรือกระทั่งสวนปลูกในบ้าน เพื่อดูว่าในรอบ 25 ปี สถานการณ์ป่าไม้เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

รายงานของ FAO ระบุว่า ในวันสุดท้ายของการสำรวจ มีต้นไม้ราว 3 ล้านล้านต้นบนโลกใบนี้ และถ้าลองหารเฉลี่ยประชากรโลก 7,300 ล้านคน ณ เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2015 พบว่า แต่ละคนจะมีต้นไม้ในการครอบครองกว่า 400 ต้น/คน เลยทีเดียว อย่างที่รายงานเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า ต้นไม้ทั้งหมดบนโลกนี้มีมากกว่าดวงดาวบนทางช้างเผือกเสียอีก

แต่นั่นไม่ใช่ข่าวดี เพราะตัวเลขดังกล่าวคือจำนวนต้นไม้ทั้งหมดบนโลก ไม่เกี่ยวว่าต้องอยู่ในพื้นที่ป่าจริงๆ หรือไม่ ขณะที่ผลการประเมินสถานการณ์ป่าไม้จริงๆ ชี้ว่าตั้งแต่ปี 1990 โลกสูญเสียพื้นที่ป่าถึง 1.3 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าพื้นที่ของทวีปแอฟริกาใต้ หรือทุกๆ 1 ชั่วโมง พื้นที่ป่าจะหายไปขนาดเท่าสนามฟุตบอลไซส์มาตรฐาน (7,140 ตารางเมตร) จำนวน 800 สนาม/ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม นั่นคือตัวเลขสถานการณ์จำนวนต้นไม้ที่ประเมินไว้สิ้นสุดแค่ในปี 2015 หากในรอบปี 2017 ที่ผ่านมา สถานการณ์ป่าไม้ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม ดังที่โอริออน ครูซ (Orion Cruz) รองผู้อำนวยการด้านนโยบายป่าไม้และสภาพภูมิอากาศแห่ง Earth Day Network องค์กรเกี่ยวกับป่าไม้ กล่าวว่า “มันเป็นสถานการณ์ที่เลวร้ายมาก” และว่า เพราะอัตราการตัดไม้ หรือป่าไม้เสื่อมโทรมเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะป่าในประเทศเขตร้อน ซึ่งตัวการที่เร่งการทำลายป่าที่สุดคือ การตัดไม้เพื่อป้อนอุตสาหกรรมกระดาษ การตัดถนนเพื่อเบิกทางเข้าป่าไปทำเหมืองแร่ และธุรกิจเกี่ยวกับป่าไม้อื่นๆ

เส้นกราฟภาพรวมของสถานการณ์ป่าไม้ยังคงดิ่งลงอย่างต่อเนื่องดังในรายงานของ FAO และหากดูจากรายงานของธนาคารโลกยังพบด้วยว่า การทำลายพื้นที่ป่าครั้งใหญ่ในช่วงปี 1990-2015 เกิดขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ แถบแคริบเบียน และซาฮารา นอกจากนี้คือประเทศในกลุ่มอาเซียน สาเหตุหลักเนื่องจากการเร่งพัฒนาเศรษฐกิจจนทำให้ป่าสมบูรณ์กลายเป็นป่าปลูก เช่น การปลูกถั่วเหลือง ปลูกพืชน้ำมัน หรือเปลี่ยนป่าเป็นถนนเพื่อประโยชน์ในทางธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ

หากเจาะจงไปยังแต่ละประเทศ ตามรายงานสำรวจสถานการณ์ป่าไม้ของมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ร่วมกับสถาบันทรัพยากรแห่งโลก (World Resources Institute: WRI) สรุปสถานการณ์ป่าไม้ของประเทศที่น่าสนใจ ดังนี้

บราซิล: ขบวนการมอดไม้เย้ยกฎหมายรัฐ

ตั้งแต่ปี 2000-2014 บราซิลเสียพื้นที่ป่ากว่า 2.7 ล้านเฮกตาร์/ปี แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะค่อยๆ ลดลงตั้งแต่ปี 2004 เพราะรัฐบาลออกกฎหมายคุ้มครองป่าอย่างชัดเจน มีความตั้งใจจะปกป้องปอดของโลกอย่างป่าอะเมซอน โดยเฉพาะรัฐ Rondônia ทางตะวันตกของบราซิล และรัฐ Mato Grosso ทางตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการบุกรุกป่าสูงสุดแห่งหนึ่ง โดยรายงานจาก WRI ระบุว่าช่วงเวลาดังกล่าวบราซิลสามารถรักษาพื้นป่าอะเมซอนจากการบุกรุกทำลายได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม รายงานเมื่อปี 2016 โดย Brazil’s National Institute ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จับตาดูการตัดไม้ในบราซิลโดยเฉพาะ ระบุว่า ในปี 2015-2016 พื้นที่ป่าฝนกว่า 2 ล้านเอเคอร์ได้ถูกทำลายไป เหตุผลเพราะการย่อหย่อนทางกฎหมายสิ่งแวดล้อมและบริบททางสังคมอื่นๆ

คองโก: ป่าไม้ร่อยหรอ กฎหมายย่อหย่อน

หากเทียบกับบราซิลที่มีกฎหมายคุ้มครองชัดเจน แต่ตัวเลขการทำลายป่าก็ยังคงสูง ที่แย่กว่านั้นคือสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (Democratic Republic of the Congo: DRC) ถือเป็นประเทศที่กฎหมายคุ้มครองป่าย่อหย่อนที่สุด โดยตั้งแต่ปี 2000-2014 คองโกได้สูญเสียพื้นที่ป่าอย่างน้อย 0.57 ล้านเฮกตาร์/ต่อปี

ผลการตรวจสอบข้อมูลจากดาวเทียมโดยใช้จุดความร้อน (hot spots) เพื่อจับค่าความร้อนที่มากผิดปกติบนผิวโลกในป่าของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก พบว่า มีค่าความร้อนสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีจำนวนมากขึ้นทั้งในเขตป่าสมบูรณ์และเขตอนุรักษ์ธรรมชาติซานกูรู (Sankuru Nature Reserve) ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ลิงใหญ่ หรือโฮมินิด (Great ape) ระดับโลก ไม่เพียงเท่านั้น จุดความร้อนยังพบในพื้นที่ใกล้กับเมืองใหญ่อย่างคิซากานี (Kisangani) อีกด้วย

ในรายงานของ WRI ระบุว่า สถานการณ์ป่าไม้ในคองโกเลวร้ายลงเรื่อยๆ จากอุตสาหกรรมเกษตร และการเผาไม้ทำเป็นถ่านเพื่อใช้งานในครัวเรือน

อินโดนีเซีย: ตัดป่าป้อนอุตสาหกรรมกระดาษ

ข้อมูลตั้งแต่ปี 2000-2014 พบว่า อินโดนีเซียเสียพื้นที่ป่าอย่างน้อย 1.3 ล้านเฮกตาร์/ปี ในจำนวนนี้เกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ คือป่าสมบูรณ์ สาเหตุหลักคือการตัดไม้เพื่อป้อนอุตสาหกรรมกระดาษ และการทำน้ำมันปาล์มในป่าฝนเขตร้อน

ถึงแม้ว่าอินโดนีเซียจะออกมาตรการทางกฎหมายควบคุมการใช้ประโยชน์จากป่าตั้งแต่ปี 2011 แต่ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมยังแสดงให้เห็นจุดความร้อน (hot spots) ในปริมาณเท่าเดิม โดยเฉพาะที่เกาะกาลิมันตันและเกาะสุมาตรา ซึ่งอาจหมายความว่ากฎหมายดังกล่าวแทบไม่มีผลในทางปฏิบัติ

อินโดนีเซียตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 29 เปอร์เซ็นต์จากที่ปล่อยในปัจจุบัน ภายในปี 2030 วิธีหนึ่งที่จะบรรลุเป้าหมายได้คือ ต้องเพิ่มหรืออย่างน้อยก็ควบคุมการใช้ป่าอย่างจริงจังให้ได้ด้วย

จีน: มลภาวะคุกคามหนัก รัฐเร่งปลูกป่า

จีนนับเป็นประเทศที่ได้ชื่อว่ามีปัญหามลภาวะ การตัดไม้ทำลายป่า และผลิตขยะมากติดอันดับโลก รายงานของ Berkeley Earth เมื่อปี 2015 ประเมินว่า แต่ละปีจะมีชาวจีนราว 1.6 ล้านคน หรือราว 4,400 คน/วัน เสียชีวิตจากปัญหามลภาวะ ขณะที่รายงานล่าสุดในสำนักข่าว Reuters โดยเดวิด สเตนเวย์ (David Stanway) ระบุว่า จีนตั้งเป้าปลูกต้นไม้ให้ได้ 6.6 ล้านเฮกตาร์เลยทีเดียว และไม่เฉพาะแค่ปีนี้ เพราะในรายงานดังกล่าวระบุว่าในช่วง 5 ปีหลังมานี้ จีนปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 33.8 ล้านเฮกตาร์ทั่วประเทศ ใช้งบประมาณกว่า 538 พันล้านหยวน หรือคิดเป็น 82.88 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่โครงการนี้ได้รับการวิจารณ์ว่าเป็นการปลูกป่าด้วยเหตุผลทางธุรกิจเท่านั้น

ปกป้องป่าไปทำไม?

“การปกป้องป่า ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทั้งยังช่วยดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ วิธีที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อนก็คือ การคุ้มครองและปกป้องป่า” นั่นคือข้อเท็จที่ตรงไปตรงมาที่สุด โดย เอ็ม ซันจายัน (M. Sanjayan) ประธานและนักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่งองค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมนานาชาติ (Conservation International)

รอด เทย์เลอร์ (Rod Taylor) ผู้อำนวยการด้านโครงการเกี่ยวกับป่าไม้แห่ง WRI และเอมี่ สมิทธ์ ( Amy Smith) แห่ง World Wildlife Fund กล่าวตรงกันว่า ผลกระทบจากการทำลายล้างพื้นที่ป่าที่ชัดเจนที่สุดคือ ความหลากหลายทางธรรมชาติที่จะหายไป บ้านของสัตว์ทั้งหลายถูกทำลาย และจะค่อยตายไปอย่างช้าๆ เพราะขาดแคลนอาหาร ระบบนิเวศเปลี่ยน และเมื่อถึงเวลานั้นผู้ที่ได้รับกระทบต่อมาก็คือคน โดยเฉพาะคนท้องถิ่นหรือคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับป่าซึ่งจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อพื้นที่ป่าเหล่านั้นถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม โดยที่คนท้องถิ่นไม่มีสิทธิหรืออำนาจในการต่อรอง

 

ที่มา : https://greennews.agency/?p=16212

 
ในระบบนี้ใช้งานได้ดีในบราวเซอร์ IE และ Firefox