Who's Online

We have 106 guests online

Login Form

ทางเลือกจัดการ ‘ป่าไม้’ เพื่อความยั่งยืน ต้องเริ่มนับหนึ่งจากฐานรากคือชุมชน PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Sunday, 25 March 2018 00:00

 

เดือน มิ.ย. 2561 จะครบรอบ 4 ปี ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง คสช.ที่ 64/2557 ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจับกุมผู้กระทำความผิดบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างเด็ดขาด ก่อนจะบังคับใช้ “แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” หรือที่คุ้นชินกันในชื่อปฏิบัติการ “ทวงคืนผืนป่า” โดยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% ของพื้นที่ประเทศ

แม้ว่าในเชิงตัวเลขพื้นที่ป่าจะเพิ่มขึ้นตามลำดับตลอดห้วงเวลาที่ได้ดำเนินนโยบาย หากแต่ผลพวงจากนโยบายดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อชาวบ้านคนละเล็กคนละน้อย และจนถึงขณะนี้ก็ยังคงปรากฏข่าวนายทุนบุกรุกพื้นที่ป่าเป็นระยะ

คำถามถึง “ความยั่งยืน” ในการใช้นโยบาย “บนลงล่าง” จึงเกิดขึ้น

เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ เขียนโดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร และ คริส เบเคอร์ ฉายภาพการสูญเสียพื้นที่ป่าเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังทศวรรษที่ 2490 เป็นต้นมา

ปัจจัยที่มีผลต่อการสูญเสียพื้นที่ป่า อาทิ ธุรกิจค้าไม้ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วด้วยอุปสงค์ที่เพิ่มสูง นโยบายปราบปรามคอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษ 2500 ซึ่งกองทัพไทยนำนโยบายตัดถนนเข้าป่าและชักชวนให้ชาวนาชาวไร่บุกเบิกพื้นที่ การส่งเสริมให้มีการบุกเบิกพื้นที่เพื่อส่งเสริมธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ในทศวรรษที่ 2510-2520 โดยไม่มีความชัดเจนเรื่องการให้สิทธิที่ทำกิน

ข้อมูลทางสถิติซึ่งอ้างอิงใน “เศรษฐกิจการเมืองไทยสมัยกรุงเทพฯ” ระบุว่า การบุกเบิกป่าเพื่อการเพาะปลูกและทำการเกษตรได้ขยายไปอย่างรวดเร็วเหมือนไฟลามทุ่ง กล่าวคือในปี 2490 มีพื้นที่ป่า 70% ของพื้นที่ประเทศ และลดลงเหลือเพียง 29% ในปี 2528

ธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่เติบโตขึ้น แต่เกษตรกรกลับยากจนและไม่มีที่ทำกินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

 

—– มาตรการ ‘บนลงล่าง’ ป่าไม่เพิ่มขึ้น —–

เป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่ป่าในแผนแม่บทของ คสช. ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะนับตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา รัฐบาลมีแผนการเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 40% อยู่เรื่อยมา หากแต่ยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ

การแปลภาพถ่ายดาวเทียมของกรมป่าไม้พบว่าพื้นที่ป่าในปัจจุบันอยู่ในภาวะทรงตัว ในปี 2559 มีพื้นที่ป่า 31.58 % ของพื้นที่ประเทศ หรือประมาณ 102.17 ล้านไร่ ซึ่งลดลงจากพื้นที่ป่าในปี 2558 ที่ 0.02 % หรือ 65,500 ไร่

ภาคเหนือ มีพื้นที่ป่ามากที่สุด 64.37 % ของขนาดพื้นที่ภูมิภาค ภาคตะวันตก 59.03 % ภาคใต้ 24 % ภาคตะวันออก  21.84 % ภาคกลาง 21.09 % และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14.93 %

สำหรับภูมิภาคที่มีอัตราการลดลงของพื้นที่ป่าไม้รุนแรงที่สุดคือภาคตะวันออก ซึ่งมีการขยายตัวของเมืองและภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา รองลงมาคือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคเหนือ ตามลำดับ

เหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามแก้ปัญหาแบบ “บนลงล่าง” ซึ่งชัดเจนว่าตัวเลขป่าไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

—– มาตรการ ‘ล่างขึ้นบน’ ทางเลือกการฟื้นฟู —–

ป่าไม้มีบทบาทสำคัญในการกักเก็บน้ำและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ อันเป็นตัวการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น เมื่อคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งภัยแล้งรุนแรง ต้นน้ำแห้งขอด รวมทั้งฝนตกไม่ตรงฤดูกาล ประเทศไทยไม่สามารถที่จะสูญเสียป่าได้มากกว่านี้แล้ว

เป็นที่ประจักษ์ว่าการใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าเพียงตัวเลขทางสถิติ ไม่สามารถป้องกันการสูญเสียพื้นที่ป่าในระยะยาว เนื่องจากการทำลายป่านั้นมีปัจจัยเชื่อมต่อกับปัญหาเชิงโครงสร้างทางสังคม เช่น ความยากจน ปัญหาที่ดินทำกิน และการเข้าถึงรายได้ที่ไม่เท่าเทียมกัน รัฐบาลจึงควรให้การสนับสนุนทางเลือกในการฟื้นฟูป่าอื่นๆ ด้วย โดยสร้างมาตรการจูงใจและความร่วมมือในการอนุรักษ์ป่า

ข้อมูลจาก รายงานการสังเคราะห์และประมวลสถานภาพองค์ความรู้และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของไทยครั้งที่ 2 โดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ระบุว่า มีมาตราการสนับสนุนการเพิ่มพื้นที่ป่าที่น่าสนใจ เช่น โครงการธนาคารต้นไม้ซึ่งเริ่มต้นในปี 2549 โดยมีแนวคิดเรื่องหลักทรัพย์ โดยให้เกษตรกรสามารถใช้ต้นไม้เป็นหลักทรัพย์และหลักประกันได้ เพราะต้นไม้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจากการเจริญเติบโตและเพิ่มปริมาณเนื้อไม้

อีกแนวทางหนึ่งคือการระดมทุนจากภาคเอกชนผ่านพันธบัตรป่าไม้ เพื่อนำมาใช้ในการปกป้องและบริหารจัดการป่าไม้ของประเทศ ซึ่งมีการดำเนินการมาแล้วในต่างประเทศ แต่ยังไม่มีการริเริ่มในประเทศไทย

นอกจากนี้ควรส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนและเกษตรกร ซึ่งมีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น โครงการ “น้ำพางโมเดล” ใน ต.น้ำพาง อ.แม่จริม จ.น่าน  ซึ่งเกิดขึ้นมาจากความร่วมมือในการเสาะหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินและลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดโดย 4 ภาคส่วน ได้แก่ ชาวบ้านน้ำพางซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในพื้นที่ องค์การอ็อกแฟม ประเทศไทย สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ องค์กรพัฒนาเอกชนสำคัญของภาคเหนือ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งเป็นบริษัทรับซื้อข้าวโพดจากเกษตรกร

จุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวบ้านหันมาตระหนักในเรื่องการอนุรักษ์ป่า เกิดขึ้นหลังจาก คสช. ออกคำสั่งที่ 64/2557 และ 66/2557 ส่งผลให้เกษตรกรในพื้นที่สูงต้องเผชิญกับการถูกจับกุมและดำเนินคดีในข้อหา “บุกรุกป่า” เนื่องจากไม่มีเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แม้ว่าจะมีการบุกเบิกใช้พื้นที่เพาะปลูกมานานพอสมควร

น้ำพางมีประชากร 1,332 ครัวเรือน หรือ 5,312 คน มีพื้นที่ทั้งตำบลจำนวน 284,550 ไร่ และตั้งใจจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวอีก 4,000 ไร่แทนที่พื้นที่ปลูกข้าวโพดเดิม และตั้งเป้าว่าภายใน 5 ปีการปลูกข้าวโพดจะลดลงเหลือ 0%

กรณีของน้ำพางโมเดลแสดงให้เห็นว่า การแก้ปัญหาการทำลายป่าต้องเริ่มจากข้างล่าง  การไล่จับคนตัวเล็กตัวน้อยไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ได้ผลเสมอไป

 

ที่มา : https://greennews.agency/?p=16616

 
ในระบบนี้ใช้งานได้ดีในบราวเซอร์ IE และ Firefox