ศักยภาพ ‘สวนผลไม้’ พื้นที่สีเขียวเมืองกรุงฯ ที่ถูกมองข้าม PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Wednesday, 10 April 2019 00:00

“พื้นที่สีเขียว” หรือ “Green space” คือประเด็นที่ถูกให้ความสำคัญทั่วโลก โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่ เนื่องจากช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนเมืองได้ ท่ามกลางอัตราการขยายตัวของเมืองที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดมาตรฐานไว้ว่า เมืองที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดีควรมีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยอยู่ที่ 9 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งหลายเมืองใหญ่ก็สามารถทำได้อย่างน่าประทับใจ มองดูเฉพาะในเมืองที่เจริญแล้วละแวกใกล้เคียงประเทศไทยอย่าง สิงคโปร์ มีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยมากถึง 66 ตารางเมตรต่อคน หรือกรุงกัวลาลัมเปอร์ ที่มีไม่น้อยหน้าอยู่ที่ 44 ตารางเมตรต่อคน

แต่สำหรับเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) กลับพบว่ายังมีพื้นที่สีเขียวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอยู่มาก เพราะเมื่อคำนวณสมการร่วมกับปริมาณจำนวนประชากรแฝงแล้ว จะพบว่า กทม. มีพื้นที่สีเขียวเฉลี่ยเพียง 3.54 ตารางเมตรต่อคนเท่านั้น ซึ่งนับว่าต่ำกว่าเกณฑ์ไปมาก

อาจน่าประหลาดใจมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเรารู้ว่าในอดีตพื้นที่มหานครแห่งนี้เคยอุดมไปด้วยสภาพของป่า ความเป็นพื้นที่สีเขียวที่เกิดจาก “สวนผลไม้”

หนึ่งในผู้จุดประกายเรื่องนี้ คืออดีตหัวหน้าภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผศ.ดร.ม.ล.วุฒิพงษ์ ทวีวงศ์ ซึ่งปัจจุบันเป็นหัวหน้าโครงการวิจัยภูมิทัศน์สวนในบางกอก: การศึกษาคุณค่าด้านนิเวศวิทยาของสวนผลไม้ในการเป็นป่าในเมืองบริเวณพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภายใต้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

เขาตั้งข้อสังเกตว่า แม้ภาครัฐจะมีนโยบายที่เพิ่มพื้นที่สีเขียว แต่มักเป็นการทำสวนสาธารณะเพียงอย่างเดียว ซึ่งไม่ทันกับการขยายตัวของเมือง

“ถ้าหากศึกษาประวัติศาสตร์จะพบว่าพื้นที่สีเขียวดั้งเดิมของกรุงเทพฯ และโดยรอบจะเป็นพื้นที่เกษตรโดยเฉพาะสวนผลไม้ เนื่องจากความสมบูรณ์ของดินและน้ำในพื้นที่ แต่ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ความเป็นเมืองมีการขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ทั้งจำนวนประชากรที่อพยพย้ายถิ่นและการก่อสร้างต่าง ๆ ทำให้พื้นที่สวนโดยมากถูกเปลี่ยนถ่ายกลายเป็นโครงการที่อยู่อาศัยเกือบหมด ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนโดยรอบ” ม.ล.วุฒิพงษ์ กล่าวถึงที่มาของความสนใจในประเด็นนี้

หัวหน้าโครงการวิจัยรายนี้ ระบุถึงงานวิจัยที่ได้ทำการสำรวจและเก็บข้อมูล โดยในระดับมหภาคจากการศึกษาตำราประวัติศาสตร์ แผนที่โบราณ แผนที่ภูมิประเทศ และภาพถ่ายทางอากาศ ที่แสดงให้เห็นถึงลักษณะทางกายภาพของพื้นที่สวนในบางกอกตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อดูตำแหน่งที่ตั้งรวมถึงการเปลี่ยนแปลง จากนั้นจึงนำข้อมูลดังกล่าวไปจัดทำฐานข้อมูลระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System: GIS)และวิเคราะห์

สิ่งที่เห็นคืออาณาเขตการทำสวนของบางกอกในอดีต ซึ่งมีลักษณะเป็นผืนต่อเนื่องตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยพื้นที่สวนส่วนใหญ่อยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำ และเห็นการคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงของพื้นที่สวนซึ่งเกิดจากการนำที่ดินไปใช้งานในรูปแบบอื่น ๆ

ขณะที่ในการศึกษาระดับจุลภาค ได้มีการลงพื้นที่จริงสำรวจและเก็บข้อมูล โดยอ้างอิงตามฐานข้อมูล GIS เพื่อเก็บข้อมูลทางกายภาพของพื้นที่ รวมถึงสัมภาษณ์ชาวสวนเพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึกควบคู่ไปด้วย

จากผลจากงานวิจัยดังกล่าวจึงพบว่า ภูมิทัศน์สวนในบางกอกซึ่งมีลักษณะเป็นสวนยกร่องที่ปลูกไม้ผลยืนต้นผสมผสานหลากหลายชนิดเหล่านี้ มีคุณค่าในเชิงนิเวศ มีคุณสมบัติเป็นป่าในเมือง (Urban forest) ตามเกณฑ์ของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change: UNFCCC) เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนการปกคลุมของทรงพุ่มต้นไม้ใหญ่ รวมถึงสวนผลไม้ดังกล่าวมีความหลากหลายของพืชพรรณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้ยืนต้น

ทั้งนี้ ป่าในเมืองนั้นจะมีประโยชน์ใน 3 ด้านหลักด้วยกัน คือ 1. คุณค่าด้านเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ (Economic and Livelihood Values) เป็นแหล่งผลิตอาหารสำหรับคนเมืองได้บริโภคและใช้ประโยชน์ หรือหากมีการจัดการที่ดีจะส่งผลต่อราคาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ใกล้เคียง 2. คุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศ (Environmental and Ecological Values) เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยปกป้องดินจากการชะล้างและช่วยปรับภาวะรุนแรงของภูมิอากาศให้ลดลง เช่น ทำให้อุณหภูมิของอากาศเย็นลง ลดความเร็วลม และการชะล้างหน้าดิน 3. คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรม (Social and Cultural Values) เอื้อต่อสุขภาพทางกายและใจของคนเมือง และช่วยลดความเครียด

อย่างไรก็ตามจากการลงพื้นที่ศึกษา ทำให้ได้เห็นถึงความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญหายของสวนผลไม้ โดยมีปัจจัยหลักจากการขยายตัวของเมือง ซึ่งชาวสวนบางส่วนมีการขายที่ดิน ทำให้พื้นที่โดยรวมเกิดการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินในเชิงพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และส่งผลต่อเนื่องจากการถมที่ปิดกั้นคลองส่งน้ำต่าง ๆ เป็นเหตุให้พื้นที่เกษตรไม่ได้รับน้ำและไม่สามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ สวนจำนวนมากจึงถูกทิ้งร้าง

ขณะเดียวกันในส่วนเจ้าของสวนที่ยังดำเนินกิจกรรมอยู่ ก็จำเป็นต้องปรับวิธีการปลูกพืชและนำกิจกรรมการท่องเที่ยวเข้ามาสนับสนุน นอกจากนี้ยังพบว่าหลายพื้นที่มีการฟื้นฟูสวนซึ่งถูกทิ้งร้างขึ้นมาใหม่ แต่เน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างทุเรียนเป็นหลัก ทำให้มีความหลากหลายของพืชพรรณในสวนมีน้อยกว่าลักษณะการปลูกแบบผสมผสานอย่างในอดีต

“เราสนใจว่าทำอย่างไรที่จะอนุรักษ์สวนเหล่านี้ให้เป็นพื้นที่สีเขียวของคนเมืองได้มากและยาวนานที่สุด ในฐานะนักวิจัย สิ่งที่ทำได้คือหาหลักฐาน ข้อมูลที่สามารถวัดจริงได้ มากระตุ้นหรือสนับสนุนภาครัฐในการสร้างนโยบาย ให้การขยายตัวของเมืองยังคงมีพื้นที่ให้สวนเหล่านี้ได้แทรกตัว และใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น กลายเป็นพื้นที่สีเขียวผสมผสานระหว่างเมืองกับสวน โดยพิสูจน์ให้เห็นว่าสวนผลไม้ หรือสวนในบางกอกเหล่านี้ มีคุณค่าในเชิงนิเวศ สามารถเป็นปอดให้กับคนเมืองได้เช่นกัน” นักวิชาการรายนี้สรุปทิ้งท้าย

นั่นหมายความว่าสวนผลไม้หรือพื้นที่เกษตร ซึ่งในสายตาใครหลายคนอาจเป็นเพียงที่ทำมาหากินของคนชนบท แต่ในทางกลับกันพื้นที่เหล่านี้กลับสามารถเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่รองรับจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นในอนาคต สร้างทั้งคุณภาพสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดี ทว่าหากคนไทยทุกคนไม่รู้สึกถึงความเป็นเจ้าของร่วม ปล่อยปละละเลย หรือจัดสรรการใช้ประโยชน์โดยขาดการวางแผน ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอนาคตสวนเหล่านี้อาจกลายเป็นเพียงความทรงจำ ที่เกิดจากการรุกไล่ของเมืองก็เป็นได้

ที่มา : https://greennews.agency/?p=18777

 
ในระบบนี้ใช้งานได้ดีในบราวเซอร์ IE และ Firefox